03 เมษายน 2563, 02:38:15

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก(ใหม่) - The New 7 Wonders Of The World  (อ่าน 8645 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Breeze
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2550, 18:38:29 »

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก(ใหม่) - The New 7 Wonders Of The World
ประกาศเมื่อวันที่ 07.07.07 เวลา 21:00 (เวลาประเทศโปรตุเกส) / 08.07.07 เวลา 05:00 (เวลาประเทศไทย)


1. Chichen Itza, Mexico


2. Christ Redeemer, Brazil


3. The Great Wall, China


4. Machu Picchu, Peru


5. Petra, Jordan


6.The Roman Colloseum, Italy


7. The Taj Mahal, India

ที่มา : http://www.new7wonders.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 กรกฎาคม 2550, 18:41:09 โดย Breeze » บันทึกการเข้า

I'm Going To Tell You A Secret
   
Leader K.N. BN
อดีตประธานนักเรียน
ผู้คุมกฎ
จอมยุทธฝึกหัด
*****

คะแนนจิตพิสัย +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 8


ทางเดินชีวิตเรา เราเลือกเอง


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2550, 09:12:56 »

น่าจาใส่รายละเอียดหน่อยน้อ

เผื่อน้องๆ เขาจะได้ศึกษากันได้

มิส มิส
บันทึกการเข้า

•• สิ่งมีค่า...ที่แท้จริง ••
•• ไม่ได้อยู่ที่..การมองเห็น.. หากแต่อยู่ที่.. ••
••สิ่งที่เรา..มองไม่เห็น ••
•• ถ้าพรุ่งนี้..เราตายไป..  ••
•• บริษัท... ••
•• สามารถหาคนมาแทนเราได้ ••
•• ภายในไม่กี่วัน.. ••
•• แต่ครอบครัวเรา... ••
•• ต้องสูญเสีย.. ••
•• และคิดถึงเรา..ไปตลอด ••
Breeze
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 01:10:10 »

เมืองก่อนยุคประวัติศาสตร์ชิเชนอิตซา (Chichen Itza)
เป็นส่วนหนึ่งของเมืองจำนวนมากมายซึ่งพวกมายาได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ตัววิหารก่อสร้างซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ราว 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดมีชื่อว่า มหาวิหารแห่งนักรบ สร้างคริสต์ศตวรรษที่ 12 สร้างทีหลัง วิหารเก่าแห่งชัคมูล ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดย ใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ณ ที่นั้น

ลักษณะโดยทั่วไปของชิเชนอิตซา ทำเป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้นๆ มีบันไดกลาง รอบๆ ทำเป็นบริเวณตลาดทำนองเดียวกับสถานสถิตยุติธรรมของพวกโรมัน ซึ่งอยู่กลางเมืองที่สาธารณะ เป็นที่รวมของฝูงประชาชน

ชนเผ่ามายาแห่งเม็กซิโก สืบสายมาจากคนพวกแรกที่เดินทางจากทวีปเอเชียเข้ามายังทวีปอเมริกา ทางช่องแคบเบริง ได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมทั้งในด้านเหี้ยมโหดอันป่าเถื่อน และความมี สติปัญญาอันสูงส่งในขณะเดียวกัน

พวกมายาฝึกความเสียสละด้านมนุษยชาติ ควักหัวใจผู้ที่รับการบูชาออกสังเวยพระเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้ด้านดาราศาสตร์ ศิลปะของสถาปัตยกรรม ทางอักษรศาสตร์ ด้านการเขียนบันทึกด้วยตัวอักษรพิเศษ และการค้นพบค่าของเลข 0 ทางคณิตศาสตร์ แต่ก็น่าแปลก ที่พวกนี้มิได้ค้นพบประโยชน์อันเกิดจากล้อเลื่อน

ศูนย์กลางของอารยธรรมของคนพวกนี้อยู่ที่ชิเชนอิตซา ในคาบสมุทรยูกาตัน ผู้ค้นพบ ขุมอารยธรรมเหล่านี้แล้วนำออกมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้ทราบคือ นายธอมป์สัน ชาวอเมริกา ผู้ใช้ชีวิตซอกซอนท่องเที่ยวไปในหมู่พวกมายาด้วยความสนใจจะศึกษาสิ่งลึกลับต่าง ๆ

บางทีอาจกล่าวได้ว่าพวกมายาจะเป็นต้นตำรับของพวกบูชาความสงบที่ต้องการศาสนารุนแรง นองเลือด หลังจากที่เคยพ่ายแพ้พวกชนเผ่าโตลเต็ค ซึ่งอยู่ตอนกลางของเม็กซิโก ในท้ายที่สุด พวกมายาก็ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ที่นิยมความรุนแรงที่เหนือกว่า ในเมื่อผู้ชนะที่กระหายเลือด โลภที่จะได้ทอง และทรัพย์สมบัติของพวกมายาอย่างเต็มที่

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ชิเชนอิตซารับเลือกให้เป็น1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ
 
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/ชิเชนอิตซา
บันทึกการเข้า

I'm Going To Tell You A Secret
   
Breeze
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 01:14:48 »

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ (Christ the Redeemer)
ตั้งอยู่ที่ยอดเขากอร์โกบาโด ประเทศบราซิล มีความสูงราว 38 เมตร ได้รับการออกแบบโดยไฮตอร์ ดาซิลวา คอสตา ชาวบราซิล และสร้างโดยพอล ลันดอฟสกี ประติมากรชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2474

รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของนครริโอเดอจาเนโร และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิล มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1,800,000 รายต่อปี

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/รูปปั้นพระเยซูคริสต์
บันทึกการเข้า

I'm Going To Tell You A Secret
   
Breeze
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 01:19:20 »

กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China)
เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ

กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ (Great Wall of 10,000 Li) กำแพงเมืองจีนมีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/กำแพงเมืองจีน
บันทึกการเข้า

I'm Going To Tell You A Secret
   
Breeze
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 01:22:40 »

มาชูปิกชู (Machu Picchu)
หรือนิยมเรียกอีกชื่อว่า เมืองสาบสูญแห่งอินคา เป็น ซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรูที่ความสูงประมาณ 2,350 เมตร อารยธรรมแห่งนี้ได้ถูกลืมโดยคนภายนอกจนกระทั่งมีการค้นพบอีกครั้งโดยนักโบราณคดีที่ชื่อ ไฮแรม บิงแฮม เมื่อ พ.ศ. 2454

มาชูปิกชู เป็นหลักฐานที่สำคัญของอาณาจักรอินคา ในปี พ.ศ. 2526 องค์กรยูเนสโกได้กำหนดมาชูปิกชู ให้เป็นมรดกโลกโดยทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมไปศึกษาประวัติศาสตร์

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 มาชูปิกชูได้รับเลือกให้เป็น1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/มาชูปิกชู
บันทึกการเข้า

I'm Going To Tell You A Secret
   
Breeze
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 01:25:24 »

นครเปตรา
นครหินอันเก่าแก่แห่งนี้ตั้งอยู่ในประเทศจอร์แดน เปตราซ่อนตัวอยู่อย่างลึกลับในหุบเขา วาดี มูซา หรือ หุบเขาโมเสส ซึ่งเป็นนครที่ในอดีตคิดว่าหายสาบสูญไปแล้ว ได้ถูกค้นพบครั้งแรกโดย โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท นักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812) ปัจจุบันนี้ต้องเดินทางเข้าไปโดยอาศัยม้าเท่านั้น ซึ่งในนครเปตราเคยเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างน้อย 20,000 คน มีถนนสายหลักที่ขนาบด้วยเสารายด้านด้านหน้าบ้านเรื่อนยังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ถนนนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำวาดี มูซา นอกจากนี้ยังมีอัฒจันทร์รูปครึ่งวงกลมสร้างด้วยหินโดยพวกนาบาเทียน แต่ภายหลังพวกโรมันบูรณะขึ้นใหม่ โรงละคนนี้จุผู้ชมได้ 4000 คน

พวกเอโดไมต์เป็นคนกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่ในเมืองนี้เมื่อ 1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อต่อมาศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช พวกนาบาเทียนซึ่งเป็นชาวอาหรับกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาอยู่ในเปตรา คนกลุ่มนี้สกัดผาหินทรายเป็นบ้านเรือนและอาศัยอยู่ในถ้ำทีมีอยู่ทั่วเมือง เปตรามีป้อมปราการตามธรรมชาติ มีน้ำใช้ตลอดปีจากแหล่งน้ำพุในช่องเขาซึ่งมีท่อน้ำต่อถึงกัน และยังตั้งอยู่ในทางแยกของเส้นทางการค้าหลักสอยสายคือ สายตะวันออก - สายตะวันตก ซึ่งเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับอ่าวเปอร์เซีย และ สายเหนือ - ใต้ ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับเมืองดามัสกัส พวกนาบาเทียนมีอาชีพเป็นคนเลี้ยงแกะ แต่เปลี่ยนมาค้าขายและรับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้แก่กองคาราวาน คนเผ่านี้มีความซื่อสัตย์ ค่าธรรมเนียมผ่านทางที่เรียกเก็บจากผู้สัญจรก็ช่วยให้พวกนาบาเทียนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น เปตรากลายเป็นศูนย์กลางค้าขนาดใหญ่ และนักเดินทางชาวกรีกมักนำเรื่องความมั่งคั่งมาเล่าสู่มาตุภูมิ

ในปี พ.ศ. 649 (ค.ศ. 106) พวกโรมันเข้ายึดครองเปตราและผนวกนครนี้เข้าในจักรวรรดิโรมัน เปตรายังคงเจริญรุ่งเรืองจนถึงราวปี ค.ศ. 300 เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มคลอนแคลน ในช่วงศตวรรษที่ 5 เปตรากลายเป็นที่ตั้งคริสต์ศาสนามณฑลของบิชอป แต่ถูกมุสลิมยึดในศตวรรษที่ 7 แล้วก็เสื่อมถอยมาเรื่อยๆ จนลบเลือนหายไปจากผู้คน

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 เมืองโบราณมาชูปิกชู สถานที่ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/เปตรา
บันทึกการเข้า

I'm Going To Tell You A Secret
   
Breeze
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 01:28:23 »

โคลอสเซียม (Colosseum)
เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนแห่งอาณาจักรโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิติตัส (Titus) ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน

ในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม (Coliseum)

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/โคลอสเซียม
บันทึกการเข้า

I'm Going To Tell You A Secret
   
Breeze
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 01:32:48 »

ทัชมาฮาล
ทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์อินเดียผู้มีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ เจ้าชายขุร์รัม ชึ่งต่อมาคือจักรพรรดิชาห์ ชหาน พระราชสมภพในปี พ.ศ. 2135 (ค.ศ. 1592) พระบิดา คือ จักรพรรดิ ชาห์ ชหานชีร์ จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โมกุล แห่งอินเดีย ตามตำนานกล่าวว่า เจ้าชายขุร์รัม ได้พบกับ อรชุมันท์ พานุ เพคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่อพระองค์ มีพระชนมายุ 14 พรรษา พระองค์ทรงหลงใหลและหลงรักนาง เจ้าชายขุร์รัมจึงซื้อเพชรด้วยเงิน 10,000 รูปีและบอกแก่พระบิดาของพระองค์ว่าพระองค์มีความประสงค์ที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของรัฐมนตรี พิธีอภิเษกถูกจัดขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี ในปี พ.ศ. 2155 (ค.ศ. 1612) จากนั้นมาทั้งสองก็มิเคยอยู่ห่างกันอีกเลย

หลังจากที่พระเจ้าชาห์ ชหาน ขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี พ.ศ. 2171 พระองค์มอบความไว้วางใจแก่ อรชุมันท์ พานุ เพคุม และเรียกนางว่า มุมตัซ มาฮาล "อัญมณีแห่งราชวัง" พระมเหสีติดตามพระองค์ แม้แต่ในสนามรบ แนะนำพระองค์ในเรื่องราชการของประเทศ และพระองค์ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระมเหสียิ่งนัก ครั้นในปี พ.ศ. 2174 (ค.ศ. 1631) พระมเหสีมุมตัซสิ้นพระชนม์ หลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 การสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีทำให้พระเจ้าชาห์ ชหานโศกเศร้าอยู่ถึงสองทศวรรษ ราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปเพื่อการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของทั้งสองพระองค์

ในปี พ.ศ. 2200 (ค.ศ. 1657) พระเจ้าชาห์ ชหานทรงพระประชวร และในปี พ.ศ. 2201 (ค.ศ. 1658) พระโอรส โอรังเซบ จับพระเจ้าชาห์ ชหานขัง และขึ้นครองราชบัลลังก์เเทน พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี พ.ศ. 2209 (ค.ศ. 1666) ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล และสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระเจ้าชาห์ ชหานถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างมเหสีซึ่งพระองค์ไม่เคยลืม มีบางคนกล่าวว่าพระเจ้าชาห์ ชหาน มิได้ประสงค์ที่จะถูกฝังร่วมกับประมเหสี แต่พระองค์มีแผนการที่จะสร้างสุสานอีกแห่งด้วยหินอ่อนสีดำ เพื่อเป็นสุสานของพระองค์ แต่ผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าพระองค์ประสงค์ที่จะถูกฝังเคียงข้างพระนางมุมตัซ มาฮาล

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/ทัชมาฮาล
บันทึกการเข้า

I'm Going To Tell You A Secret
   
Keyberos
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2550, 16:44:20 »



อืม
เป็นวิทยาทาน ต่อไป
แต้งเน้ออ ...


บันทึกการเข้า
hotlapnk
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 25 มีนาคม 2552, 20:59:40 »

1.สนามหลวง

2.สะพานพุทธ

3.คลองถม

4.สะพานเหล็ก

5.สะพานวันชาติ

6.แยกบางลำภู

7.ตอกข้าวสาร


นี้คือ 7 สิ่ง มหัศจรรย์ของโลกที่ทุกคนต้องยอมรับ

บันทึกการเข้า
fatwax
จอมยุทธฝึกหัด
*

คะแนนจิตพิสัย +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 30 มีนาคม 2552, 14:04:50 »

1.สนามหลวง

2.สะพานพุทธ

3.คลองถม

4.สะพานเหล็ก

5.สะพานวันชาติ

6.แยกบางลำภู

7.ตอกข้าวสาร


นี้คือ 7 สิ่ง มหัศจรรย์ของโลกที่ทุกคนต้องยอมรับ




555 เอาฮาครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

โรงเรียนวัดบวรนิเวศ | |   | ขับเคลื่อนด้วยระบบนาคาเว็บบอร์ด ๔.๐ Final Release |
Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
Copyrights © 2000-2016 By WATBOWONNIWET SCHOOL All Rights Reserved.
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
X-Mas design by DzinerStudio
Fight Spam! Click Here!

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.149 วินาที กับ 21 คำสั่ง